บทที่ 6 “นี่มันอะไรกัน”
เยี่ยเสวียนนิ่งคิดเพียงครู่ ก่อนจะพยักหน้าเหมือนเข้าใจในที่สุด เขายกมือขึ้น ร่ายพลังอย่างแผ่วเบา แล้วชี้ไปที่โซ่เหล็กตรงข้อเท้าของนาง
เพียงชั่วอึดใจ เสียงโลหะแยกออกจากกันก็ดังขึ้น โซ่เส้นนั้นหลุดร่วงลงสู่พื้นดังตุบ
ฉางซีเบิกตากว้างด้วยความดีใจ นางยกเท้าแกว่งไปมาอย่างไม่อาจกลั้นความตื่นเต้นได้ ก่อนจะเผลอร้องออกมาเสียงใส
“ข้าหลุดพ้นแล้ว!”
จากนั้นนางก็หันกลับมา ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย มองเยี่ยเสวียนด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ที่ปิดบังไม่มิด
“เดี๋ยวข้าจะกลับมาช่วยเจ้าปลดโซ่” นางกล่าวอย่างมั่นใจ “ข้าไปหาตัวช่วยเสียหน่อย”
เยี่ยเสวียนพยักหน้าโดยไม่เอะใจแม้แต่น้อย
ทันทีที่เขาละสายตา ฉางซีก็อาศัยจังหวะนั้น หมุนตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวถอยหลัง แล้วแปรเปลี่ยนเป็นวิ่งเต็มแรง ร่างบางหายลับไปตามทางเดินด้านข้างอย่างไม่คิดหันกลับมาอีก
การหลบหนีของนาง… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ฉางซีเดินวนไปมาภายในเหวอเวจี สถานที่แห่งนี้เงียบงันจนน่าขนลุก รอบกายมีเพียงโครงกระดูกเกลื่อนกลาด บางร่างยังสวมเศษผ้าเก่า ๆ ที่ผุพังจนแทบแยกไม่ออกว่าเคยเป็นมนุษย์ เทพ หรืออสูร นางก้าวผ่านแต่ละจุดอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวต้องคอยกลั้นหายใจ
เดินมาได้ไม่ไกล หัวใจก็เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพุ่มไม้พิษที่แผ่กลิ่นเหม็นเขียวคลุ้ง บางต้นมีหยดของเหลวสีดำหยดลงพื้น ส่งเสียง ฉ่า เบา ๆ ราวกับกำลังกัดกินสิ่งใดอยู่ ฉางซีรีบเบี่ยงตัวหลบ ไม่กล้าแม้แต่จะเฉียดเข้าไปใกล้
นางพยายามเดินให้เงียบที่สุด ทว่าทันใดนั้นเอง สายตาของนางก็ไปปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
แมงมุมพิษตัวมหึมาเกาะอยู่บนผนังหิน ดวงตาหลายคู่สะท้อนแสงไฟเป็นประกายเย็นเยียบ ขาทั้งแปดค่อย ๆ ขยับ ส่งเสียงเสียดสีกับหินอย่างน่าขนลุก
ฉางซีรู้ทันที… นางสู้ไม่ได้
นางหมุนตัววิ่งหนีโดยไม่คิดชีวิต หัวใจแทบหลุดออกจากอก มองหาที่กำบังอย่างลนลาน ก่อนจะรีบดับไฟที่เกิดจากพลังของเยี่ยเสวียนในมือที่นางเอาติดมาด้วย ความมืดเข้าปกคลุมร่างบางในพริบตา
นางกดตัวแนบกับผนังหิน กลั้นลมหายใจจนอกแทบระเบิด เสียงขาของแมงมุมยักษ์เคลื่อนไหวใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงลมหายใจหนัก ๆ ของมันดังอยู่ไม่ไกลนัก
หยดน้ำพิษหยดลงบนพื้นตรงหน้าเสียงดัง ติ๋ง… ติ๋ง…
แต่แล้ว เสียงนั้นก็ค่อย ๆ ห่างออกไป
เมื่อทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ ฉางซีจึงทรุดตัวลง ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก มือสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
นางกัดริมฝีปาก คิดไปคิดมา… คนไร้พลังเช่นนาง ไม่น่าจะเอาตัวรอดจากสถานที่เช่นนี้ได้ แต่หากมีเจ้ามารน้อยพลังเหลือล้นนั่นติดตามมาด้วย นางคงออกจากเหวอเวจีได้ง่ายกว่านี้หลายเท่า
เมื่อมั่นใจว่าแมงมุมยักษ์จากไปแล้ว ฉางซีจึงค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อน ระหว่างทางนางยังต้องชะงัก เมื่อเห็นเงาดำรูปร่างคล้ายมนุษย์ยืนอยู่ไกล ๆ แต่พอเพ่งมองดี ๆ ก็พบว่าเป็นเพียงโครงกระดูกที่ถูกเถาวัลย์พันรัดจนดูราวกับยังมีชีวิต
นางสูดลมหายใจลึก พยายามข่มความหวาดกลัว ก่อนจะใช้ไม้แห้งสองอันถูเข้าหากันอย่างชำนาญ ไม่นานนัก เปลวไฟเล็ก ๆ ก็ลุกโชนขึ้น
เมื่อจุดไฟเสร็จ ฉางซีก็หันหน้ากลับไปยังเส้นทางเดิม
เมื่อกลับมาถึงจุดเดิมที่นางตกลงมา ฉางซีก็พบว่าเยี่ยเสวียนกำลังนอนเอนกายอยู่บนกิ่งไม้ หลับตาพริ้มอย่างสบายอารมณ์ เท้าทั้งสองข้างแกว่งไปมาเบา ๆ ราวกับไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับสถานที่อันตรายเช่นเหวอเวจีแห่งนี้
นางขยับกายเข้าไปใกล้ ก่อนจะก้มลงมองใบหน้าที่หลับใหลนั้นอย่างลืมตัว
ผิวของเขาขาวสะอาดราวหยก คิ้วดกดำรับกับดวงตาที่ปิดสนิท จมูกโด่งเป็นสัน ปากได้รูปงดงามเกินกว่าจะเป็นมาร รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาจนแทบไม่เข้ากับคำว่า “จอมมาร” เอาเสียเลย
ทั้งที่เพิ่งถือกำเนิดได้ไม่กี่เดือน แต่กลับมีรูปลักษณ์ประหนึ่งชายหนุ่มวัยยี่สิบปี
ยิ่งมอง ฉางซีก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ ว่าเหตุใดรูปงามปานนี้จึงไม่ไปเกิดเป็นเทพ กลับต้องมาเกิดเป็นมารเสียได้
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการ “พิจารณา” อยู่นั้น จู่ ๆ นางก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเขี่ยที่ใบหู ความรู้สึกรบกวนจนทำให้ขมวดคิ้ว นางยกมือขึ้นปัดอย่างไม่ใส่ใจ
แต่เพียงครู่เดียว ความรู้สึกเดิมก็กลับมาอีก
นางปัดอีกครั้ง
แล้วก็อีกครั้ง
จนกระทั่งครั้งที่สี่ ฉางซีหมดความอดทน นางหันขวับไปทางต้นตอ พร้อมตวาดเสียงเขียว
“อะไรเนี่ย! น่ารำคาญชะมัด!”
ทว่าเมื่อหันไป นางกลับต้องชะงัก
ตรงหน้าคือเยี่ยเสวียน อีกคนหนึ่ง
เขายืนยิ้มอยู่ มือถือดอกไม้แห้งคล้ายหญ้า เอียงศีรษะเล็กน้อยราวกับกำลังสนุกกับปฏิกิริยาของนาง
ฉางซีรีบหันกลับไปมองร่างที่นอนอยู่บนกิ่งไม้
ยังเป็นเยี่ยเสวียน หลับตาอยู่เช่นเดิม
นางหันกลับมามอง “คนที่ยืนอยู่” ก็ยังเป็นเยี่ยเสวียนเช่นกัน
สมองของนางชะงักงันไปชั่วขณะ
ในตอนที่กำลังงุนงงสุดขีดนั้น เยี่ยเสวียนที่ถือดอกไม้ก็หัวเราะเบา ๆ ก่อนที่ร่างนั้นจะค่อย ๆ เลือนหาย กลายเป็นกลุ่มควันจาง ๆ แล้วพุ่งกลับเข้าไปในร่างที่นอนอยู่บนกิ่งไม้
ทันใดนั้น ร่างนั้นก็ลืมตาขึ้น
ฉางซีเบิกตากว้าง
“นี่มันอะไรกัน”
